วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556
วอล์คแมนกันน้ำ - ฉลาดใช้
จะบอกว่า เป็นความสะใจก็ว่าได้ เพราะสามารถว่ายน้ำ แล้วฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงส่วนตัวได้
แม้ฝนจะตกทุกวัน แต่หลังเลิกงานก็มักจะแวบไปออกกำลังกายเป็นประจำ หนึ่งในกิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบมากก็คือ ว่ายน้ำ บางทีเวลาว่ายกลับไปกลับมาในสระ มันก็น่า เบื่อ ถ้ามีเสียงเพลงจากขอบสระมากระตุ้น รู้สึกว่าสโตรกจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ค่อยจะอู้
เคยคิดเหมือนกัน น่าจะมีเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลที่กันน้ำได้ เพื่อบำบัดอาการขี้เกียจขณะออกกำลังกาย
เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน โซนี่ ประเทศไทย เอาวอล์คแมน รุ่น ดับเบิลยูซีรีส์มายั่วเงินในกระเป๋ามาก ตอนแรกก็รู้สึกเฉย ๆ แต่พอแกะกล่องใช้งานต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะเค้ายืนยันว่า รุ่นนี้กันน้ำได้ ลึกถึง 2 เมตร เหมาะมากกับสระว่ายน้ำ
แต่ไม่แนะนำให้เอาไปใช้กับน้ำทะเล ซึ่งมีทั้งเกลือและทรายจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้
โซนี่ วอล์คแมน ดับเบิลยูซีรีส์ เอ็นดับเบิลยูแซด-ดับเบิลยู 270 เรียกสั้น ๆ ว่า วอล์คแมน ดับเบิลยูซีรีส์ แล้วกันนะคะ เป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิทัล ความจุ 4 กิกะไบต์ มีสีขาว ดำ ฟ้า และชมพู
วอล์คแมนรุ่นนี้ ออกแบบให้ไร้สาย และเบามาก ประมาณ 29 กรัม ตัวเครื่องเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสายคล้องไว้รอบศีรษะ น้ำหนักเบาแทบจะไม่รู้สึกว่ากำลังฟังเพลงจากวอล์คแมน ในกล่องจะมีชุดยาง
ปรับขนาดหูฟังให้เลือกขนาดที่เหมาะกับหูของเรา เวลาใส่จะได้กระชับ ไม่เลื่อนหลุด พร้อมกล่องสำหรับเก็บวอล์คแมน ซึ่งมีเทคนิคการเก็บทำตามคู่มือแสดงเป็นรูปภาพแค่สองสามครั้งก็เป็นแล้ว
เป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โซนี่ ที่มักจะใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กล่องเก็บ วิธีการเก็บ เป็นต้น
แค่สายชาร์จก็ยังกะอุปกรณ์จากหนังสตาร์วอร์ส เป็นทั้งแท่นชาร์จและยูเอสบีสำหรับลากไฟล์เพลง เวลาจะใช้ก็เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ตยูเอสบี
ปกติแล้วจะใช้เวลาชาร์จไฟถ้ารอจนเต็มประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็จะฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 8 ชั่วโมง แต่หากแบตเตอรี่เกลี้ยง ไม่มีเวลาชาร์จนานเป็นชั่วโมง ก็สามารถชาร์จแบบเร่งด่วนได้ ใช้เวลาแค่ 3 นาที ก็ฟังเพลงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง พอแก้ขัดได้
ที่ชอบก็คือ การจัดการไฟล์ไม่จำเป็นต้องไปผ่านระบบกลางให้ยุ่งยาก เพราะเป็นแบบลากและวาง ก็ได้ฟังเพลงจากไฟล์ดิจิทัลแล้ว
ตอนแรกก็กังวลว่า โซนี่จะอ่านได้ทุกไฟล์มั้ย เพราะรุ่นก่อน ๆ ทำไม่ได้ แต่รุ่นใหม่ทำได้ ใส่ไฟล์เสียงประเภทไหนลงไปก็อ่านได้หมด
รูปแบบไฟล์เสียงที่รองรับได้ ทั้งเอ็มพี 3 บิทเรตตั้งแต่ 32-320 kbps ไฟล์ ดับเบิลยูเอ็มเอ บิทเรต 32-192 kbps
ถ้าชอบออกกำลังกาย มีกิจกรรมกลางแจ้งแบบผู้เขียน หรืออยากได้เครื่องเล่นเพลงดิจิทัลสไตล์ไม่เหมือนใคร วอล์คแมนดับเบิลยูซีรีส์ น่าใช้มาก ถ้าใช้ในสระว่ายน้ำเหมือนได้อุปกรณ์กันน้ำเข้าหูมาพร้อมเสียงเพลง แต่อย่ามัวเพลินกับเสียงเพลง ไม่งั้นอาจว่ายไปชนเพื่อนร่วมสระได้
ขออภัยที่ไม่สามารถเอาภาพถ่ายในสระมาให้ดูได้ เพราะไม่รู้จะให้ใครถ่ายให้
อาจมีคำถามว่า ถ้าใส่วิ่งออกกำลังกาย จะหลุดให้เกะกะรำคาญมั้ย ยืนยันว่าไม่หลุด เพราะเวลาเหงื่อออกจะกระชับกว่าเดิม
หลายคนอาจจะแย้งว่า โทรศัพท์มือถือก็ใช้เก็บไฟล์เพลงและฟังได้ อันนี้ไม่เถียง แต่ถ้าต้องการเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลที่มีความแตกต่าง ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น มีคุณสมบัติใช้งานเฉพาะทาง ก็ต้องมองหาวอล์คแมนแบบนี้
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/227363
วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556
หุ่นยนต์มินิ เพื่อนคลายเหงาผู้สูงวัย
ปัจจุบันสังคมคนเมืองจะต้องใช้ชีวิตการทำงานที่ต้องแข่งขันกับเวลา จนไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุ โดยคนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุดคือกำลังใจและคนคอยดูแลโดยเฉพาะบุตรหลาน
ในงาน “มหกรรมเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ SITEX 2013” เมื่อวันที่ 14-16 ส.ค. 56 ที่ผ่านมา จัดโดยสำนักงานพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล้วยน้ำไท ต้องสะดุดกับหุ่นยนต์ดินสอรุ่น 2 หรือหุ่นยนต์มินิสัญชาติไทย พัฒนามาจากหุ่นยนต์ดินสอรุ่น 1 ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่ในร้าน MK จำนวน 10 สาขา
นายเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด ผู้ผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทย เล่าว่า หุ่นยนต์ดินสอรุ่นที่ 2 ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น เพิ่มฟังก์ชันให้ตอบสนองต่อกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย เช่น การออกแบบแขนกลให้เลียนแบบกล้ามเนื้อเพื่อเสิร์ฟอาหาร หยิบของ ไหว้ โบกมือ เป็นต้น
โดยแนวคิดเกิดจากตลาดที่ความขาด แคลนพยาบาล ลูกหลานไปทำงานนอกบ้าน และนอกจากพยาบาลไม่พอในประเทศแล้วยังส่งออกไปเมืองนอกด้วย ดังนั้น จึงออกแบบหุ่นยนต์ดินสอรุ่น 2 ให้มีรูปโฉมมินิ เสมือนเด็กที่คอยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ติดเตียง เป็นอัมพาต และรวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการคนอยู่เป็นเพื่อนด้วย
สำหรับการทำงาน จะคอยดูแลผู้สูงอายุตลอด 24 ชั่วโมง มีตัวสแกนเสมือนสายตาจับจ้องตลอดเวลา และยังสามารถโทรศัพท์ได้โดยบันทึกรายชื่อผู้ที่ต้องการติดต่อในระบบฐานข้อมูล ตลอดจนมีนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นระบบเรียกให้โทรฯ กลับเพื่อให้แพทย์หรือญาติผู้ป่วยสามารถติดต่อกลับได้ผ่านไอโฟนและแอนดรอยด์
อีกทั้ง ยังจุระบบวัดความดันให้ผู้สูงอายุ เมื่อพบว่าผู้สูงอายุมีความดันสูงก็จะส่งข้อมูลไร้สายไปยังลูกหลานพยาบาลหรือแพทย์ได้ทันที โดยจะเปิดให้ลูกค้าสั่งจองได้ในช่วงปลายปีนี้ในราคาตัวละหลักแสนบาท
“สิ่งที่ผู้สูงอายุประสบปัญหานอกจากจะเรื่องของสุขภาพร่างกาย ความเจ็บป่วยแล้ว สิ่งสำคัญคือ “ความเหงา” ดังนั้น ทีมวิจัยจึงใส่แอพพลิเคชั่น เพลงร่วมสมัย บรรยายธรรมะ รูปเก่า ๆ และวิดีโอการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมเอาเกมฝึกสมองเพื่อชะลอการเป็นอัลไซเมอร์บรรจุเข้า ไปด้วย”
ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริม แต่สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุด คือ ความเอาใจใส่จากลูกหลานโดยตรงถือเป็นยาวิเศษที่ดีที่สุด.
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/227170วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556
โทรศัพท์มือถือ: สวย ๆ หล่อ ๆ ทั้งนั้น เลือกใครดี?
สำหรับคนที่ชอบของเล่น ซื้อของเทคโนโลยีบ่อย ช่วงนี้ก็เป็นเทศกาล รุ่นเก่าไป รุ่นใหม่มา โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ รุ่นใหม่จะทยอยออกกันมาในช่วงนี้ รุ่นเก่าก็ลดราคา ตลาดคงจะคึกคักกันไม่น้อย
ปีนี้ตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ ในสามเดือนที่ผ่านมา การ์ตเนอร์ ผู้สำรวจข้อมูลการตลาด 2013 รายงานว่า โทรศัพท์มือถือแบบฉลาด สมาร์ท โฟน มียอดขายรวมทั่วโลกสูงกว่าโทรศัพท์มือถือธรรมดาแล้ว ยอดรวมในสามเดือน คือ 475 ล้านเครื่อง แบบฉลาด 225 ล้านเครื่อง ธรรมดา 210 ล้านเครื่อง
โลกสื่อสารก้าวเข้าสู่อีกยุคหนึ่งแล้ว หลายคนที่สนใจอยากใช้โทรศัพท์ฉลาดบ้าง มักจะถามว่า ซื้ออะไรดี เพราะมีหลายรุ่น หลายแบบ ในทุกราคา เยอะคุณภาพ เพื่อจะแยกแยะของเป็นกลุ่ม ๆ จึงขอจัดกรอบความคิดเสียก่อน
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ มีหลายอย่างเช่น รูปลักษณ์ คือ สวย ถูกใจ, การใช้งาน ใช้ง่ายหรือประทับใจ, หรือแม้กระทั่งแรงเชียร์จากเพื่อนฝูงและผู้รู้ใจ แต่จะขอแยกกลุ่มตามชนิดของซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์ เพราะมีผลมากที่สุดในการตัดสินใจ ไม่ใช่ว่า กำลังจะซื้อโทรศัพท์ฉลาดเป็นครั้งแรก หรือใช้อยู่แล้ว แต่อยากรู้อยากเห็นว่า อย่างอื่นมีอะไรน่าสนใจกว่าที่ใช้อยู่หรือไม่ ถ้ามองจากซอฟต์แวร์อย่างเดียว มีอยู่ 3 ระบบใหญ่ (รวมกันคลุมตลาดเกือบ 100%) คือ แอนดรอยด์ของกูเกิล ไอโอเอสของแอปเปิล และวินโดว์สของไมโครซอฟท์ (เรียงตามลำดับอักษร)
มาดูก่อนว่า โทรศัพท์ฉลาด เอาไว้ทำอะไรกันบ้าง ห้าอย่างยอดนิยม คือ เล่นเน็ต ตอบอีเมล การใช้แอพ (โปรแกรมเพิ่มเติม) ถ่ายรูป และสุดท้าย ใช้โทรศัพท์ (รวมถึงเอสเอ็มเอส) ดังนั้นการต่อกับเน็ต ไม่ว่าจะเป็น 3จี หรือ ไวไฟ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการใช้งาน (และก็เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย) จะเห็นว่า การใช้งานสลับซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นอย่างแรกสุดที่จะพิจาารณา คือ ความง่ายในการใช้งาน
ไอโอเอสใช้ง่าย เพราะมีรูปแบบเดียว คือ แอพเรียงตัวเป็นตาราง และปัดให้เลื่อนหน้า ถ้ามีแอพเกินหนึ่งหน้า การใช้งานต่าง ๆ (เช่น เลื่อน ลบ ย้าย) เข้าใจง่าย ลองถูกผิดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว มีการออกแบบให้ใช้ง่ายเป็นหัวใจ ลึกลงไปถึงทุกส่วนของการใช้งาน
วินโดว์สมีสองรูปแบบในการใช้ คือ หน้าแรกเป็นแผ่นกระเบื้อง แตะแล้วทำงาน ถ้าปัดซ้ายจะเป็นแอพเรียงเป็นแถวดิ่ง ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว ดังนั้น เรียนการใช้งานง่าย ลักษณะเด่น คือ ใช้ “ผู้คน” (หรือรายชื่อสมุดโทรศัพท์) เป็นแกนกลางของกิจกรรม แต่ถ้าติดนิสัยใช้แอพเป็นหลัก ก็ได้เช่นกัน
แอนดรอยด์มีการใช้งานได้หลายแบบ เนื่องจากผู้ผลิตโทรศัพท์สามารถดัดแปลงใส่หน้าจอของตนเองได้ ซึ่งจะมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น TouchWiz, Sense, Feel, Emotion, Optimus ฯลฯ เป็นชื่อเพราะ ๆ ชวนจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น ขอพูดถึงแบบที่กูเกิลทำมาไม่ดัดแปลงก็แล้วกัน (ลูกสาวผมเรียกว่า แบบกูเกิลดิบ)
แอนดรอยด์มีสองส่วน คือ หน้าบ้านโฮมสกีน และกล่องเก็บแอพ หน้าบ้านเป็นจอเปล่า ๆ เอาแอพมาใส่ตามใจท่าน ถึงจะลบแอพจากหน้าบ้าน แอพก็ยังอยู่ในเครื่อง ไม่หายไปไหน จะมีระเบียบเป็นกฎเกณฑ์ของเขาอยู่ ถ้าเข้าใจก่อนการใช้งานก็จะง่าย ลองถูกลองผิดดูก็ได้ แต่ให้คนเป็นแล้วสอน จะง่ายกว่า ส่วนที่ผู้ผลิตโทรศัพท์ดัดแปลง คือ ใส่เอกลักษณ์ของบริษัทเข้าไป ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ต่างจากยี่ห้ออื่น (มีทั้งดีและไม่ดี)
เรื่องที่สอง คือ การแต่งหน้าจอ หรือตกแต่งโทรศัพท์ตามใจเรา เริ่มจากแอนดรอยด์ก่อนแล้วกัน
ในแอนดรอยด์คุณจะทำอะไรเกือบจะได้ทุกอย่าง ถึงขนาดเปลี่ยนหน้าบ้านเป็นรูปแบบอื่นเลยยังได้ ไอคอนก็เปลี่ยนรูปได้หมด มีหน้าต่างเล็ก ๆ (เรียก วิดเจ็ต) ก็ได้ (ดีหรือเปล่า แล้วแต่คนชอบ) กล่าวคือ อยากทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น แต่ทำให้ใช้ง่ายและถูกใจต้องออกแรงเหมือนกัน (ภรรยาผมบ่นว่า ซื้อของมาแพง แล้วทำไมไม่ทำให้ดี ๆ สวย ๆ เลย ต้องมานั่งทำเองอีก)ไอโอเอส ก็สุดโต่งไปอีกด้านหนึ่ง คือ แทบทำอะไรไม่ได้เลย เปลี่ยนรูปฉากหลังได้อย่างเดียว (ครับ จะจัดกลุ่มไอคอนได้ แต่นั่น เปลี่ยนน้อย) และวินโดว์ส คือ ทางสายกลางครับ ตกแต่งหน้าแรกได้มาก เปลี่ยนขนาด เอารูปมาแปะทีละแผ่น หรือเปลี่ยนอารมณ์สีรวมได้เลย เช่น แดงเป็นหลัก ฟ้าสว่าง น้ำตาลขรึม ซึ่งเปลี่ยนแล้ว กระทบไปทุกที่อย่างมีระบบ แต่ไม่ถึงขนาดแอนดรอยด์คือ ดัดแปลงการใช้งานตามใจชอบ ดังนั้น ถ้าหยิบโทรศัพท์วินโดว์สยี่ห้ออะไรมาใช้ จะเหมือน ๆ กันหมด
เรื่องที่สาม คือ จำนวนแอพในร้าน ตามรายงาน ไอโอเอส จะมีแอพเยอะ (คือ เก้าแสนในขณะนี้) ตามมาด้วยแอนดรอยด์ (หกแสน) และ วินโดว์ส (หนึ่งแสนกว่า) ทั้งสามระบบมีแอพที่เราต้องการใช้ทั่ว ๆ ไป พอกัน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง สังคมออนไลน์ แต่งรูป เล่นเกม แต่แอพใหม่ ๆ มักมาลงที่ไอโอเอสก่อน เพราะเป็นตลาดที่ได้กำไรมากกว่า
ขอสรุปจุดเด่นไว้ช่วยผู้อ่านตัดสินใจ แอนดรอยด์ ตกแต่งตามใจได้ทุกอย่าง มีการแจ้งเตือนดี, ไอโอเอส การใช้งานง่าย ไหลลื่น, วินโดว์ส อยู่กลาง ๆ และสวยแถมแอพออฟฟิศ เต็มรูปแบบ
การเลือกระบบ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบมากที่สุดในการซื้อโทรศัพท์ฉลาด ยังมีปัจจัยอื่นด้วย เช่น ราคา และทางเลือก เป็นต้น แต่เมื่อเลือกค่ายไปแล้ว มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนกันง่าย ๆ ส่วนตัวผมเปลี่ยนครบสามค่ายแล้ว เพราะความอยากรู้อยากเห็น ดีทุกระบบครับ แต่ว่า แตกต่างกัน
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/227816
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556
“ทีโอที” พัฒนาระบบไอซีทีเสริมภาคการศึกษา
ทีโอที ผนึก กระทรวงศึกษาฯ พัฒนาระบบไอซีทีเสริมรากฐานการศึกษา ปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในโครงการ เอ็มโออีเน็ต สนองนโยบายการศึกษาแห่งชาติ-สมาร์ท ไทยแลนด์
วันนี้ (11 ก.ย.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในโครงการเอ็มโออีเน็ต (MOENet) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน โดยนายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ปัจจุบันทีโอทีให้บริการครอบคลุมสถาบันการศึกษากว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)
โดย ทีโอที จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต การติดตั้งอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงไว-ไฟ รวมถึงการปรับเพิ่มความเร็วของวงจรอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายนโยบายด้านการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายสมาร์ท ไทยแลนด์ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบการศึกษาของชาติให้เติบโตก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การติดต่อสื่อสาร และค้นคว้าหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพของนักเรียน ครู อาจารย์ รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
"ทีโอที จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด 10 กิกะบิต และอัพโหลดอยู่ที่ 8 กิกะบิต ติดตั้งอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ทีโอที ไว-ไฟ ครอบคลุมการใช้งานในกระทรวงศึกษา การปรับเพิ่มวงจรอินเทอร์เน็ตวงจรเช่าของหน่วยงานและสถานศึกษา และดีเอสแอล วีพีเอ็น ของหน่วยงาน และสถานศึกษาที่มีระยะทางไม่เกิน 4 กม.ด้วยความเร็ว 8-10 เมกะบิต" นายยงยุธ กล่าว
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษาคือยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั้งในเมืองและชนบท โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพและการกระจายโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้มีระบบการเรียนการสอน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในโครงการ เอ็มโออีเน็ต ที่เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2545
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/232339สตรีทวิว - 1001
พวกเราคงรู้จัก “สตรีทวิว” (Street View) ของกูเกิลกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก สตรีทวิวคือการที่บริษัทกูเกิลเอารถ (จำนวนมหาศาล) ติดกล้องคันละหลายตัววิ่งตะลุยถ่ายตามถนนไปรอบโลกแล้วเอารูปที่ถ่ายมาต่อ ๆ กันเป็นทิวทัศน์สองข้างทางประกอบเชื่อมกับแผนที่ออนไลน์กูเกิลแม็พ เวลาค้นหาสถานที่ในแผนที่ก็สามารถเรียก สตรีทวิว มาดูทัศนียภาพรอบ ๆ ของจุดนั้นในแผนที่ มองเห็นรอบตัว 360 องศาได้ สำหรับสถานที่ที่รถเข้าไม่ถึงก็จะใช้สามล้อหรือไปถึงรถลุยหิมะโน่นสำหรับถ่ายทุ่งน้ำแข็ง
เชื่อมากไม่ได้ หากเป็นที่เวิ้งว้างจะเป็นรูปที่ถ่ายไว้หลายปีแล้ว มีเรื่องเล่าจากคนในบริษัทว่าการที่กูเกิลต้องการไปให้ทั่วโลกจึงเรียกว่า “หนเดียวเท่านั้น เราจะไม่ผ่านมาทางนี้อีกแล้ว” โลกมันแคบอยู่ซะเมื่อไหร่เล่า
มีปัญหาเหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัว เช่น มีรูปคนมานั่งถ่ายทุกข์อยู่หลังรถตัวเองตอนเช้าตรู่ หรือเด็กต่อยกันอยู่ข้างถนน ตอนหลังเขาก็เลยป้ายยาหม่องตามใบหน้า ป้ายโฆษณา หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ เป็นต้น นาน ๆ ก็มีปูดออกมาว่ากูเกิลทำบัดสีนั้นบัดสีนี้เป็นระยะ ก็แก้ไขกันไป แต่ที่มองข้ามไม่ได้คือกูเกิลเป็นบริษัทหนึ่งเดียวในโลกที่เที่ยวกวาดข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แม้แต่ยูทูบที่เราดูวิดีโอกันโครม ๆ ก็โดนกูเกิลสอยไปครองแล้ว
จะครองโลกครองเมืองก็ครองกันด้วยข้อมูลนี่แหละ ไม่ใช่ด้วยงบประมาณหรอกบ้านเรามีรถถ่ายรูปพวกนี้อยู่ฝูงนึง เห็นวิ่งออกมาเป็นขบวนจากโรงแรมเอเชีย แถวราชเทวีในกรุงเทพฯ นี่เอง เรื่องตลกก็มีอยู่เหมือนกัน เช่นมีหมู่บ้านในชนบทของเราไม่ยอมให้รถของสตรีทวิวเข้าไป เพราะนึกว่าเป็นรถของบริษัทมาแอบถ่ายรูปเพื่อสร้างเขื่อนไปโน่นสตรีทวิวเริ่มออกให้บริการเมื่อหกปีที่แล้วตอน พ.ศ. 2550 และพัฒนามาเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เริ่มมีภาพภายในของศูนย์การค้าหรือร้านอาหารกันแล้ว
สตรีทวิวนั้นไม่ได้มีแค่ภาพของสถานที่ต่าง ๆ เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่เป็นอะไรที่ช่วยชีวิตได้จริง ๆ สำหรับผู้คนทั่วไป ครอบครัวผมเองสามารถยกตัวอย่างสำคัญได้สองเรื่องทีเดียว เรื่องแรกคือตอนที่ลูกสาวจะไปเยี่ยมเพื่อนที่ไปเรียนอยู่ที่อังกฤษ คุณแม่ก็ขยับจัดทัวร์ให้ ท่องเน็ตจองเครื่องบิน โรงแรม รถไฟสารพัด ก็เป็นธรรมดาที่อยากได้ที่พักถูก ๆ
ช่วยได้จริง เดี๋ยวนี้โรงแรมใหญ่ ๆ ก็ถ่ายรูปภายในมาประกอบเข้าไปในสตรีทวิว เวลาดูไปตามถนนสามารถคลิกเข้าไปทางประตูโรงแรมเข้าไปดูภายในล็อบบี้ได้ด้วย
ช่วยได้จริง เดี๋ยวนี้โรงแรมใหญ่ ๆ ก็ถ่ายรูปภายในมาประกอบเข้าไปในสตรีทวิว เวลาดูไปตามถนนสามารถคลิกเข้าไปทางประตูโรงแรมเข้าไปดูภายในล็อบบี้ได้ด้วย
ตอนนี้อาศัยแอพพวกนี้ในการใช้ชีวิตประจำวันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต หรือมือถือสมาร์ทโฟน จนเดี๋ยวนี้แทบจะไม่ได้ใช้โทรศัพท์หรือเอสเอ็มเอส แล้ว หันมาใช้ไลน์ หรือเฟซบุ๊กเมสเสจจิ้ง เพื่อติดต่อ ใครไม่ใช้ ใช้ไม่เป็น
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/232500วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556
iPhone 5S ใส่สแกนลายนิ้วมือจริง ?
เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและเพียงไม่กี่วันก่อน Apple จะปล่อยรุ่นใหญ่อย่าง iPhone 5S ออกมาก็มีผู้ที่หวังดีปล่อยภาพบรรจุภัณฑ์สำหรับ iPhone 5S ออกมาให้ดูกันแบบชัดๆ ซึ่งแน่นอนว่าดีไซน์ไม่เปลี่ยนไปจาก iPhone 5 แถมยังมากับiOS 7 ด้วย แต่ที่ผิดสังเกตคือ "ปุ่ม home" ที่ทำท่าว่าจะถูกปรับเปลี่ยนบางอย่างเนื่องจากไอคอนสี่เหลี่ยมประจำของปุ่ม home หายไปแบบชนิดที่เรียกว่าเป็นความตั้งใจของ Apple นั่นหมายความว่าความสามารถที่เพิ่มเข้ามาอาจเป็น Finger Print หรือเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หากเป็นเช่นนี้จริงก็น่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้ iPhone 5S ได้ในอีกระดับนอกเหนือจาการใส่รหัสที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้น่าลุ้นว่านอกจากฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้ปุ่ม home แล้ว Apple จะเพิ่มลูกเล่นใดเพิ่มเข้าไปกับเซนเซอร์ชนิดนี้หรือไม่
อ้างอิงถึงhttp://www.blognone.com/node/48469
‘ไอซีที’ พัฒนา ‘ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น’โปรแกรมใช้งานบนแท็บเล็ต นำร่องสาธิตจุฬาฯ
“เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” เรามักจะได้ยินเสมออยู่บ่อยครั้ง การที่จะส่งเสริมให้เด็กไทยมีความสามารถนอกจากมันสมองและการใฝ่รู้ของตัวเด็กเองแล้ว การได้รับการสนับสนุนที่ดี ผู้ใหญ่ในวันหน้าจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ในการจัดการการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาอัจฉริยะ หรือ ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น แพลตฟอร์ม ตามนโยบายการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาไทย ในโครงการคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) เพื่อการศึกษา
โดยปัจจุบัน การศึกษาไทยจะต้องทัดเทียมกับนานาชาติ จึงมอบนโยบายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และทีมงานโปรแกรม เมอร์ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” เพื่อทดสอบการทำงานในโครงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และแพลตฟอร์มมาตรฐานเพื่อให้บริการระบบซอฟต์แวร์ด้านการศึกษาไทย ที่ใช้งานได้ทั้งบนอุปกรณ์แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์พีซี บนแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ไอโอเอส และวินโดว์ส
ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทาง การศึกษาด้วยระบบ อีเลิร์นนิ่ง ที่สามารถส่งความรู้ไปยังนักเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้นักเรียนได้ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง เป็นการปฏิรูปการศึกษาให้ก้าวไกล สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังเปลี่ยนไปในอนาคตน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น จะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย มาผนวกกับเครือข่ายข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ระบบบริการคลาวด์ และนำแท็บเล็ต มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษา กระจายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างดี
ซึ่งมีการพัฒนามาตรฐานหลักสูตรการเรียนรู้และวิธีการทดสอบความรู้ การพัฒนาครู อาจารย์ ในด้านทักษะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการสอน การพัฒนาการวิจัยและประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นการนำร่องการนำระบบแอพพลิเคชั่นสำหรับการศึกษาบนแท็บเล็ตขยายผลสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเป็นต้นแบบให้บริการแก่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศในอนาคต จะมุ่งเน้นการใช้งานเพื่อส่งเสริมการทำแบบฝึกหัดของนักเรียน และการจัดการระเบียนคะแนนสะสมของนักเรียน
สำหรับระบบดังกล่าวจะครอบคลุมการใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน 4 ฝ่ายที่สำคัญ คือ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียน ถือเป็นกลไกในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งจากโรงเรียนและบ้าน นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ครูและผู้ปกครองสามารถติดตามพัฒนาการการเรียนรู้ของนักเรียนได้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
การจะให้ความรู้แก่เด็ก นอกจากการสั่งสอนจากบิดา มารดาแล้ว การผลักดันวิชาความรู้จากรั้วโรงเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน เพราะปัจจุบันโลกพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง รูปแบบการเรียนการสอนจึงต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน
หวังว่าการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาผสมผสานกับสื่อการเรียนสมัยใหม่จะทำให้อันดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 8 ถือเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่มภูมิภาคอาเซียนจะขยับขึ้นมาเป็นลำดับต้นได้ในเร็ววัน.
อ้างอิงถึงhttp://www.dailynews.co.th/technology/231988
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







